|
San José State University
Department of Economics |
|---|
| applet-magic.com Thayer Watkins Silicon Valley & Tornado Alley USA |
|---|
|
|
-ฟรังซัว แปร์คูร์ได้ริเริ่มคิดค้นทฤษฎีขั้วความเจริญเติบโตขึ้นในปี 1949 เขาและคณะได้เขียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ระบุไปแน่นอนถึงความหมายที่แท้จริง แต่โดยรวมแล้วสามารถบ่งบอกได้ถึงการออกนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้เข้าใจถึงการนำมาปรับใช้กับทฤษฎีดังกล่าว
-โดยทั่วไปแล้วทฤษฎีนี้นั้นจะเกี่ยวพันกับความเจริญเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็อาจเป็นได้ แต่แปร์คูร์ได้อธิบายไว้ถึงแนวคิดนี้ว่าเป็นทฤษฎีที่เป็นนามธรรมเท่านั้น ซึ่งเขาได้จำแนกออกเป็นสามประเภท คือ
-แผนเศรษฐกิจ
-พื้นที่ทางแรงงานหรืออิทธิพลที่เกี่ยวข้องต่อแรงงาน
-การหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
-แปร์คูร์ได้อ้างอิงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาพทางกายภาพของพื้นที่อุตสาหกรรม กับสภาพของพื้นถิ่น
-เขาได้คาดหวังถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมาหลังจากทฤษฎีนี้ ว่าการที่อุตสาหกรรม A เริ่มอิ่มตัว ก็จะส่งผลต่ออุตสาหกรรม B ทันที หากว่าอุตสาหกรรม B เป็นอุตสาหกรรมหลักที่รองรับอุตสาหกรรม A และผลลัพธ์ที่ได้จากอุตสาหกรรม B นั้นสำคัญน้อยกว่า อุตสาหกรรม A และการที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นมานั้น ทำให้เกิดการดึงดูด และเป็นปัจจัยชักจูงให้อุตสาหกรรมอื่นๆเกิดเข้ามาในพื้นที่ด้วย กระบวนการพัฒนาที่ชักจูงอุตสาหกรรมอื่นเช่นนี้รวมเรียกว่า polarization (ปัจจัยดึงดูด)
-แปร์คูร์และพวกนักเขียนที่ร่วมเขียนทฤษฎีนี้ได้พยายามที่จะให้ทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐานของเศรษฐศาตร์ภายนอก ,การรวมกลุ่มและการเชื่อมโยง ซึ่งเศรษฐศาตร์ภายนอกนี้นั้นสามารถที่จะเป็นลบได้ในกรณีของต้นทุนด้านมลภาวะ หรือจะเป็นบวกก็ได้ ในกรณีของการพัฒนาเทคโนโลยีชิ้นส่วนทางอิเล็กทรอนิคส์ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์
-การเชื่อมโยงถือเป็นแนวคิดหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษกิจของพื้นถิ่น การเชื่อมโยงนั้นสามารถเป็นได้ทั้งขั้นก้าวหน้าและขั้นย้อยหลัง หากการผลิตใดทีมีการจูงใจให้เกิดการผลิตตามความต้องการของตลาด นั่นรวมเรียกว่าการเชื่อมโยงในขั้นย้อนหลัง ตัวอย่าง,อุตสาหกรรมเหล็กกล้ามีการเชื่อมโยงย้อนหลังไปยังอุตสาหกรรมเหล็กและถ่านหิน อุตสาหรรมถ่านโค้กและถ่านหินรวมถึงขั้นตอนการขนส่งวัตถุดิบต่างก็รวมอยู่ในขั้นตอนสนับสนุนของอุตสาหกรรมเหล็กอีกด้วย และในการเชื่อมโยงขั้นก้าวหน้าเมื่อเกิดการใช้ประโยชน์ต่อกันเป็นทอดๆ กล่าวคือผลที่ได้จากอุตสาหกรรมหนึ่งจะไปมีส่วนสำคัญในการผลิตเพื่อได้ผลลัพธ์อีกอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรมประเภทถัดไป ตัวอย่างเช่นในอุตสาหกรรมพลาสติกที่จำเป็นต้องอาศัยพลาสติกมาเป็นปัจจัยหลักในการผลิตในกระบวนการทั้งหมด
-นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส, J-R. Bourdeville, ได้ยกตัวอย่างของทฤษฎีนี้ให้กับอุตสาหกรรมเหล็กของเมือง Minas Gerais ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในประเทศบราซิล อย่างไรก็ตาม แปร์คูร์ได้ปฎิเสธถึงแนวคิดโดยได้ยึดถือการใช้ประโยชน์ต่างๆที่ใช้ตามสภาพภูมิศาสตร์เป็นสำคัญ
-การใช้ให้เกิดประโยชน์นี้นั้นได้ก่อให้เกิดการเริ่มต้นของสิ่งใหม่ๆมากมาย ตัวอย่างเช่นสภาพเศรษฐกิจพื้นถิ่นของปารีสก็สามารถรวมอยู่ในทฤษฎีนี้ได้เช่นกัน ซึ่งในกรณีของปารีสนั้นสามารถบ่งบอกได้ถึงผลกระทบของการดึงดูดความสนใจที่อยู่บนพื้นฐานของสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ไม่ได้เป็นบวกเสมอไป ความสนใจต่างๆนั้นได้รับการทุ่มเทไปที่ปารีสเป็นจำนวนมาก แต่กลับส่งผลเสียให้กับพื้นที่อื่นๆที่ไกลออกไปให้กลายเป็นที่นิยมเทียบเท่ากับเมืองดังกล่าวได้ ซึ่งนักวางแผนชาวฝรั่งเศสได้เสียดสีเอาไว้ว่าจุดที่เจิดจรัสคือปารีสแตกลับเป็นจุดดับแห่งฝรั่งเศส
-ในสหรัฐ ทฤษฎีนี้ได้คำนึงถึงทางสภาพภูมิศาสตร์เป็นสำคัญ เรียกว่า Growth Centers ซึ่งเป็นการเกี่ยวข้องกันกับแนวคิดของการรวมกลุ่มเข้าด้วยกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วต่างจากแนวคิดของแปร์คูร์และนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสต่างๆอย่างสิ้นเชิง
-Albert Hirschman ใช้เงื่อนไขของการดึงดูดเข้าไว้ด้วยกันนี้อธิบายถึงผลกระทบในแง่ลบต่อพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเขาได้ปรับแก้ให้เกิดผลดีของทฤษฎีโดยการจัดรูปที่ดินเสียใหม่ โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ชาวสวีเดน,Gunnar Myrdal,ได้นำแนวคิดของเฮิร์ทชฺแมนไปปรับปรุงและขยายผลต่อไป
-ต่อมา นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน,John R. Friedman,ได้พัฒนาแนวคิดที่เกี่ยวข้องกัน แต่ได้แตกต่างออกไปจากแนวคิดของสองทฤษฎี ทั้ง growth poles และ growth centers ซึ่งต่างเรียกได้ว่าเป็นการคำนึงถึงจุดศูนย์กลางและบริเวณรอบๆด้วย เขาได้พัฒนาแนวคิดนี้ในแง่ของการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายในของเวเนซูเอลากับบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง โดยขณะที่คนอื่นได้ขยายแนวคิดนี้ไปยังพื้นที่ต่างๆมากมาย ทั้งในยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะบริเวณใจกลางแถบแอทแลนทิคเหนือ อเมริกาเหนือกับแถบลาทินอเมริกา แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
-โดยรวมแล้ว แนวคิดของทฤษฎีขั้วความเจริญเติบโตนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆที่สำคัญยิ่งในการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจพื้นถิ่น แต่กระนั้นแล้ว แนวคิดนี้ก้ได้เป็นบทบาทหลักสำคัญในการวางนโยบายของภาคนั่นเอง
--------------------------------------------------------------------------------
-แล้วตอนบ่ายก็ไปเรียนวิชาวิจัย เค้าให้เอางานที่ทำวิจัยมาพรีเซ้นท์ลงโพสเทอร์ไซส์เอ1 กุคู่กะเจ๊ก๊อต จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เริ่ม -*- อ้อ ตอนเรียน กบ คนเน้
For more economics articles in Thai see Spritethailand.